กิตติกรรมประกาศ

วิจัยจากการศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์ของ บุคคลหลายท่าน ซึ่งไม่อาจจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด  ซึ่งผู้มีพระคุณท่านแรกที่ผู้ศึกษาใคร่ขอกราบพระคุณคือ คุณครูยิ่งศักดิ์   กระจ่างแจ้ง  ครูผู้สอนที่ได้ให้ความรู้  คำแนะนำตรวจทาน และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน เพื่อให้การเขียนรายงานค้นคว้าอย่างอิสระฉบับนี้สมบูรณ์ที่สุด  และเป็นที่ปรึกษารายงานจากการศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระที่ให้คำแนะนำในการค้นคว้า ข้อมูล ความรู้ในด้านต่างๆและผู้ที่ให้ความร่วมมือในการกรอกแบบสอบถามงานวิจัยทุกท่าน

Continue reading

บทคัดย่อ

ผู้จัดทำ                   

1. น.ส.  ณัฐกุล              ท้าวฤทธิ์               ชั้น ม.5/11 เลขที่ 14
2. น.ส. สุมิตรา              ชุ่มอภัย                ชั้น ม.5/11 เลขที่ 30
3. น.ส. อติกานต์           ยะตา                    ชั้น ม.5/11 เลขที่ 44
โรงเรียน                พะเยาพิทยาคม  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา

ครูที่ปรึกษา          ครู ยิ่งศักดิ์ กระจ่างแจ้ง

________________________________________________________

Continue reading

บทที่1

 บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของงานวิจัย
ปัจจุบันวัยรุ่นสมัยนี้หันมาทำกิจกรรมต่างๆ อันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง อย่างเช่นการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือ social network ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเรียน รวมถึงสุขภาพ อย่างเช่น ปัญหาติดเกม จนทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ปล่อยปะละเลยสุขภาพของตนเอง เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตัวนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม

ดังนั้นคณะผู้จัดทำเล็งเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย มีแนวคิดที่จะสำรวจ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยา พิทยาคมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่านักเรียนโรงเรียนนี้ มีการออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน และมีความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพียพอหรือไม่ และนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาหาทางสนับสนุนหรือแก้ไข้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ให้หันมาออกกำลังกายมาก ขึ้น
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 
1.เพื่อสำรวจ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2. เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่านักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นี้ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือไม่ และมีความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพียงพอหรือไม่
สมมุติฐานของงานวิจัย 
                      ถ้านักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้นม.5 มีแรงสนับสนุนในการออกกำลังกาย ดังนั้นจะเกิดแรงกระตุ้นในการออกกำลังกาย
ขอบเขตของงานวิจัย 
1.นักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน
ตั้งแต่เดือน มิถุนายน2555 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นิยามศัพท์เฉพาะ 
1. การออกกำลังกาย หมายถึง กิจกรรมที่กระทำแล้วทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

2. พฤติกรรมการออกกำลังกาย หมายถึง ลักษณะการออกกำลังกายที่แสดงออกโดยวัดจากความหนัก ระยะเวลา และความถี่ในการออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ
1. มีการออกกำลังกายสมบูรณ์ครบมากที่สุด
2. มีการออกกำลังกายสมบูรณ์ครบถ้วนมาก
3. มีการออกกำลังกายสมบูรณ์ครบถ้วนปานกลาง
4. มีการออกกำลังกายสมบูรณ์ครบถ้วนน้อย
5. มีการออกกำลังกายสมบูรณ์ครบถ้วนน้อยมาก
3. ความต้องการการออกกำลังกาย หมายถึง ความรู้สึกเฉพาะตัวที่ร่างกายหรือส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกายต้องการการเคลื่อนไหว

4. ช่วงเวลาการออกกำลังกาย หมายถึง เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกาย เป็นเวลาที่ว่าง สะดวก พร้อมที่จะออกกำลังกายและเป็นเวลาที่ออกกำลังกาย

5. กิจกรรมการออกกำลังกาย หมายถึง กิจกรรมการออกกำลังกายในรูปของกีฬา และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งนักศึกษาแต่ละคนอาจต้องการกิจกรรมที่แตกตงกัน

6. สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวก หมายถึง สิ่งที่ช่วยส่งเสริมตลอดจน อำนวยความสะดวกให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริงในการออกกำลังกาย

บทที่2

บทที่ 2
แนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียน พะเยาพิทยาคม ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลเอกสารแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยผู้วิจัย ได้จำแนกประเด็นการศึกษาค้นคว้าตามลำดับดังนี้
1.ความหมายของการออกกำลังกาย
Pom_Pom (2555 ) ได้ให้ความหมายความการออกกำลังกายไว้ว่า คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่ม หรือคงไว้ซึ่งความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและปอด โดยมีขบวนการใช้ออกซิเจน ในขบวนการเผาผลาญ เพื่อให้เกิดพลังงานสำหรับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จึงมีชื่อเรียกการออกกำลังกายชนิดนี้ว่า AEROBIC EXERCISE
กระทรวงสาธารณสุข (2545) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การออกกำลังกาย หมายถึง การเคลื่อนไหวออกกำลังกายสะสมอย่างน้อยวันละ 30 นาที ทุกวัน สัปดาห์ละประมาณ 5 วันด้วยแรงปานกลาง โดยรู้สึกเหนื่อยหายใจเร็วขึ้น แต่ยังคงพูดกับคนอื่นรู้เรื่อง ได้แก่ การออกกำลังกายที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ ถีบจักรยาน บริหารร่างกาย ว่ายน้ำ กระโดดเชือก รำมวยจีน หรือเล่นกีฬาอื่นๆ รวมทั้งการออกแรงกายในการทำงานบ้านตามชีวิตประจำวัน
การกีฬาแห่งประเทศไทย (2545) ได้ให้ความหมายว่า การออกกำลังกาย หมายถึง การกระทำใดๆ ที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อสุขภาพเพื่อความสนุกสนานและ เพื่อสังคม โดยใช้กิจกรรมง่ายๆ หรือมีกฎกติกาการแข่งขันง่ายๆ
จากความหมายดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การออกกำลังกาย หมายถึง การเล่น การฝึก การกระทำใดๆ ที่ทำให้ร่างกายหรือส่วนของร่างกายมีการเคลื่อนไหว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อความสนุกสนานและเพื่อสังคม โดยจะเคร่งครัดต่อกฎกติกาการแข่งขัน หรือไม่ก็ได้ เช่น การเดิน การวิ่งเพื่อสุขภาพ การบริหารร่างกาย การเล่นกีฬาประเภทต่างๆ

1.ความสำคัญของการออกกำลังกาย
กาญจนศรี สิงห์ภู่( 2555) ได้ให้ความสำคัญขอการออกกำลังกายไว้ว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ  เนื่องจาก
1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้นโดยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้มาก ขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตต่ำ มีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน  โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม
2. ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว ทำให้ทรงตัวดีขึ้น และทำให้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น
3. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
4. ช่วยลดความเครียด และทำให้การนอนหลับพักผ่อนดีขึ้น
1.ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยและสภาพของร่างกายเป็น ประจำสม่ำเสมอ จะเป็นยาอายุวัฒนะอย่างหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายสิ่งหลายประการ โดยผู้จัดทำได้ยกตัวอย่างจากนักวิชาการท่านหนึ่งซึ่งให้ข้อคิดเห็นดังนี้
ศิริรัตน์ หิรัญรัตน์ (2539 : 3-6) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย และการ เล่นกีฬาที่มีต่อส่วนบุคคลในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ทางด้านร่างกาย อวัยวะในระบบต่างๆ ของร่างกายสามารถทำงานประสานกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง อดทน มีบุคลิกภาพที่ดี
2. ทางด้านจิตใจ การออกกำลังกายสม่ำเสมอนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์แล้ว จิตใจร่าเริง แจ่มใส เบิกบาน ก็จะควบคู่กันมาเนื่องจากร่างกายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าได้ออกกำลังกายร่วมกันหลาย ๆ คน เช่น การเล่นกีฬาเป็นทีม ทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อมีเหตุผล อดกลั้น สุขุม รอบคอบและยุติธรรม
3. ทางด้านอารมณ์ มีอารมณ์เยือกเย็น ไม่หุนหันพลันแล่น ความเครียดจากการ ประกอบอาชีพน้อยลง เมื่อได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. ทางด้านสติปัญญา การออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ความคิดอ่านปลอดโปร่ง มีไหวพริบ มีความคิดสร้างสรรค์ การค้นหาวิธีเอาชนะคู่ต่อสู้ในวิถีของเกมส์การแข่งขัน ซึ่งบางครั้ง สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง

5. ทางด้านสังคม สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานและผู้อื่นได้ดีเพราะการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกายร่วมกันเป็นหมู่มากๆ ทำให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้พฤติกรรม มีบุคลิกภาพ ที่ดี มีความเป็นผู้นำมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
กาญจนศรี สิงห์ภู่(2555)ได้ กล่าวไว้ว่าในปัจจุบันวิทยาทางการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น  สามารถป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ดังนั้นสาเหตุส่วนใหญ่ของการเสียชีวิต จะมาจากโรคที่ไม่ติดเชื้อ และจากพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การสูบบุหรี่  การดื่มสุรา  ยาเสพติด  ฯลฯ   ซึ่งโรคต่าง ๆ   เหล่านี้เราสามารถป้องกันได้หรือทำให้ทุเลาลงได้ โดยการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และมีพฤติกรรมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสม การป้องกันเสริมสร้างสุขภาพ เป็นวิธีการที่ได้ผล และประหยัดที่สุด สำหรับการมีสุขภาพที่ดี ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงมีประโยชน์  ดังนี้
1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน  สมรรถภาพการทำงานของหัวใจจะดีขึ้นมาก  ถ้าออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอติดต่อกัน 3 เดือน  ชีพจรหรือหัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งจะเป็นการประหยัดการทำงานของหัวใจ
2. ลดไขมันในเลือด เพราะไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
3. เพิ่ม  High  Density  Lipoprotein  Cholesterol (HDL-C)   ในเลือด  ซึ่งถ้ายิ่งสูงจะยิ่งดีจะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
4. ลดความอ้วน (ไขมัน)  เพิ่มกล้ามเนื้อ (น้ำหนักอาจไม่ลด)
5. ป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน
6. ช่วยลดความดันโลหิต (สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง) ลดได้ประมาณ 10-15 ม.ม. ปรอท
7. ช่วยทำให้หัวใจ  ปอด  ระบบหมุนเวียนของโลหิต  กล้ามเนื้อ  เอ็น  เอ็นข้อต่อ  กระดูกและผิวหนังแข็งแรงยิ่งขึ้น ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับดียิ่งขึ้น ความจำดี  เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ชะลออายุ ช่วยป้องกันอาการปวดหลัง (เพราะกล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้น)

8. ป้องกันโรคกระดุกเปราะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน
9. ร่างกายเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นการประหยัดการใช้แป้ง (glycogen) ซึ่งมีอยู่น้อย และเป็นการป้องกันโรคหัวใจ
10. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เชื่อ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก
11. ทำให้มีสุขภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค
1.หลักการและวิธีการออกกำลังกาย
             กาญจนศรี สิงห์ภู่(2555) ได้กล่าวไว้ว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ   และเราควรทำโดยสม่ำเสมอไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด  การศึกษาวิจัยในระยะหลังบ่งชี้ว่า  การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ต้องทำเพราะจะทำให้เกิด ผลดีมากมาย  เช่น  ทำให้สุขภาพแข็งแรง  สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้นถึงที่สุด คือ ทำให้อายุยืนยาว โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ  สำหรับท่านที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอก็ขอให้ทำต่อไป แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายเลย และอายุเกิน 35  ปีแล้ว  ควรพบแพทย์เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไปว่าไม่มีโรคที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการออก กำลังกาย  หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวว่าควรจะออกกำลังกายโดยวิธีใด ที่ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย
คำแนะนำว่าสมควรออกกำลังกายเพียงใด  จึงจะไม่เกินกำลังของตัวเอง ขั้นแรก คือ เราควรจะจับชีพจรของตนเองในขณะออกกำลังกาย  โดยคลำบริเวณข้อมือทางด้านหัวแม่มือ  จับชีพจรเป็นเวลา 30 วินาที  นับจำนวนครั้งที่ชีพจรเต้นแล้วคูณด้วย 2 เป็นชีพจรเต้นต่อนาที  หลักการของการออกกำลังกายที่ดี  คือ ควรทำให้หัวใจเต้นเร็วใกล้เคียงกับชีพจรเต้นสูงสุด  โดยชีพจรเต้นสูงสุดที่เหมาะสม สำหรับแต่ละช่วงอายุจะไม่เท่ากัน และมีสูตรคำนวณง่ายๆ  ดังนี้
ชีพจรเต้นสูงสุดสำหรับแต่ละช่วงอายุ = (220-อายุ) x 75/100   เช่น ท่านที่อายุ 40 ปี ถอดสูตรคำนวณได้ว่า = (220-40) x 75/100 = 135 ครั้งต่อนาที   การออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนอายุ 40 ปี คือ ควรออกกำลังกายทำให้ได้สม่ำเสมอ โดยให้หัวใจเต้นเร็วใกล้เคียง135 ครั้ง/นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละครึ่งชั่วโมง จะทำให้สุขภาพดี ปอด และหัวใจแข็งแรงหลังจากเราได้ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอไประยะหนึ่ง เมื่อจับชีพจรของเราในขณะพักอยู่เฉยๆ  จะพบว่าหัวใจเต้นช้าลง  โดยบางคนอาจจะเต้นช้ากว่าปกติ คือ 60 ครั้ง/นาที  แสดงว่าการเต้นแต่ละครั้ง  หัวใจสามารถบีบตัวเอาเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้มาก  หากหัวใจเต้นเร็ว แสดงว่าร่างกายไม่แข็งแรง  ผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าหักโหมในระยะแรก จะทำให้เกิด
การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อได้ หลังจากทำติดต่อไป  2-4  สัปดาห์   จึงค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นร่างกายจะปรับตัวได้ดีขึ้น ไม่เหนื่อยมากเกินไป นอนหลับได้ดี
การออกกำลังกายที่มีการวิจัยว่า  ‘ดี’  มีประโยชน์ต่อหัวใจและปอดมาก  คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) ซึ่งมี 3 ชนิด ดังนี้  วิ่ง Jogging การวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ ไปเรื่อยๆ  หรือเดินเร็วๆ  ถีบจักรยาน  ไม่ว่าจะถีบจักรยานจริงๆ  หรือถีบจักรยานออกกำลังกายอยู่กับที่ และว่ายน้ำโทษของการออกกำลังกาย
ตารางเปรียบเทียบการใช้พลังงานในการออกกำลังกายทั้งหลายกับนอนเฉยๆ

ประเภทการออกกำลังกาย

พลังงานที่ใช้

นอนเฉยๆ

1.3 แคลอรี/นาที

เดิน

5.2 แคลอรี/นาที

ขี่จักรยาน

8.2 แคลอรี/นาที

ว่ายน้ำ

11.2 แคลอรี/นาที

วิ่ง

19.4 แคลอรี/นาที

สำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินกว่าปกติ เมื่อออกกำลังกายแล้ว ควรควบคุมการรับประทานอาหารร่วมด้วย  จะสามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างช้าๆ  ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย  และแข็งแรงขึ้น เช่น เพิ่มการใช้พลังงานขึ้นเพียงวันละ 300 แคลอรี โดยการออกกำลังกาย แล้วจะค่อยๆ ลดน้ำหนักได้ถึง 4.5 กิโลกรัม ในเวลา 3-4 เดือน ซึ่งปลอดภัยมาก ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วกว่าสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม อาจมีความผิดปกติอย่างรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
             5 .ประเภทของการออกกำลังกาย

กุลธิดา เชิงฉลาด (2549 : 9) ได้อธิบายของประเภทของการออกกำลังกายดังนี้
1. การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เป็นการออกกำลังกายที่เน้นวิธีการให้ร่างกายเกิดการ พัฒนาและรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมที่ทำให้ เกิดการพัฒนา สุขภาพ หรือการออกกำลังกายให้แข็งแรงสร้างเสริมสมรรถภาพของการออกกำลังกายที่ถูก ต้อง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บโดยการเลือกประเภทการออก กำลังกายให้ เหมาะสม ตามจุดประสงค์ที่ต้องการสร้างเสริมสุขภาพของแต่ละบุคคลการออกกำลังกายหาก จำแนกตามผล  ที่เกิดต่อสุขภาพสามารถจำแนกได้ 4 ประเภทดังนี้
1.1 การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) เป็นการออกกำลังกายที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาทำให้ต้องการออกซิเจนสำหรับการสร้างพลังงานตลอด ช่วงเวลาของ    การออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะช่วยให้การทำงานของระบบหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ตัวอย่างกิจกรรมการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น การว่ายน้ำ การ ถีบจักรยาน การเต้นแอโรงบิก การวิ่งเหยาะ ฯลฯ
1.2 การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิก (Anaerobic exercise) เป็นการออกกำลังกายที่ต้องการให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น ๆ ตามความต้องการของการออกแรงของกล้ามเนื้อ   การออกกำลังกายประเภทนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ไม่ได้ช่วยส่งเสริมการทำ งาน
1.3 การออกกำลังกาย เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและคงทน (Strength and endurance)เป็นการออกกำลังกายซึ่งทำให้เกิดความเข็งแรง ความคงทนของกล้ามเนื้อและระบบ โครงร่างของร่างกาย ตัวอย่างกิจกรรมการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น การฝึกยกน้ำหนักการเพาะ กาย ฯลฯ
1.4 การออกกำลังกายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น (Stretching activities) เป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ได้ยืดตัว เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อการ    ออก กำลังกายประเภทนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทรวดทรงดีขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายจากการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตัวอย่าง กิจกรรมการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น โยคะ การเต้นระบำ ฯลฯ
2. การออกกำลังกายเพื่อเล่นกีฬา คือการออกกำลังกายชนิดหนึ่งซึ่งมีกฎกติกาแน่นอน     แล้วแต่ ๆ ละชนิดของกีฬาแตกต่างกันไป สำหรับนักกีฬานั้นมุ่งเน้นการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ   มีการฝึกซ้อมออกกำลังกายซึ่งมีความหนักมากจนบางครั้งอาจเกิดอันตราย เป็นผลเสียต่อสุขภาพ       การแข่งขันนั้นมีหลายระดับ เช่น อาจแข่งขันกันเพื่อความสนุกสนานเป็นนันทนาการเพื่อ เชื่อมความสามัคคี หรือแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศทางกีฬา
3. การออกกำลังกายเพื่อรักษาทรวดทรงและสัดส่วน เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการ บริหารกายเฉพาะส่วนเพื่อให้มีรูปร่างที่ดี
4. การออกกำลังกายเพื่อแก้ไขความพิการ เป็นการออกกำลังกายที่เน้นให้อวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อ่อนแอหรือพิการให้แข็งแรงขึ้นสามารถทำงานได้
5. การออกกำลังกายเพื่อความสนุกสนานเป็นกิจกรรมนันทนาการ เป็นการออกกำลังกาย ที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพจิต คลายความเครียด ลดความวิตกกังวลและส่งเสริมความสามัคคี
สำนักพัฒนาการพลศึกษา สุขภาพ แนะนันทนาการ กรมพลศึกษา (2543 : 61) เสนอแนะ หลักปฏิบัติในการออกกำลังกายไว้ดังนี้ คือ
1. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทำดังนี้
ก. ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ3 ครั้ง ออกต่อเนื่อง ครั้งละ20-30 นาที
ข. ออกกำลังกายวันเว้นวัน หรือ 3 วัน ติดกัน พักไม่เกิน 3 วัน และถ้าจะให้ดีควรออก ทุกวันๆละนาน 20-30 นาที และเลือกเวลาที่เหมาะกับตน ทำให้ตนมีความสุขมีความพึงพอใจ
2. ออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวัย ทำดังนี้

                อายุ

การออกกำลังกายที่เหมาะสม

1-3 ปี

เล่นและออกกำลังกาย เป็นครั้งคราว เพื่อให้เด็กได้มีการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม รอบตัว และเกิดการพัฒนาการของร่างกาย โดยใช้กิจกรรม ทักษะการเคลื่อนไหว พื้นฐาน เช่น วิ่ง กระโดด

4-6 ปี

ควรได้ใช้ทุกส่วนของ ร่างกายในการออกกำลังกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อและระบบ หายใจ เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การถีบจักรยาน การเล่นกายบริหาร กิจกรรม เลียนแบบและเกมเบ็ดเตล็ด

7-11 ปี

เน้นการออกกำลังกาย ทุกส่วนของร่างกาย เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว และเกิด ประสานงาน เช่น การเล่นกีฬา การถีบจักยาน การว่ายน้ำ และเล่นเกมที่ยากขึ้น รวมถึงกิจกรรมที่นำไปสู่การเล่นกีฬา

19-29 ปี

เล่นกีฬาและออกกำลังกายที่ชอบ เช่น ว่ายน้ำบาสเกตบอล วอลเลย์บอล ฟุตบอล

30-35 ปี

ถ้าไม่ได้ออกกำลัง กายมานาน ควรปรึกษาแพทย์ เครื่องความสามารถในการออก กำลังกาย หากอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรตรวจร่างกายและการทำงานของหัวใจด้วยควร เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่เคยทำ แต่ลดความเร็ว และความหนักลง เช่น ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กายบริหาร การวิ่งเหยาะ การเดินทาง จ๊อกกิ้ง

55 ปีขึ้นไป

ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เริ่มต้นออกกำลังกาย โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจกิจกรรม ที่ออกกำลังกายควรเบา ๆ เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะ รำมวยจีน กายบริหาร ประกอบดนตรี ถีบจักรยานอยู่กับที่ กายบริหารในน้ำ ไม่ควรเลือกวิธีออกกำลังกายที่ ใช้แรงมากในระยะเวลาสั้น ๆ

6.อุปสรรคของการออกกำลังกาย

ปัญหาด้านต่างๆ กับการออกกำลังกาย จากผลการศึกษาปัญหา นดร (๒๕๕๐) ได้กล่าวว่า อันดับแรกที่ได้ระดับความสำคัญมากที่สุดคือ ปัญหาด้านสถานที่/สภาพแวดล้อมโดยที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการออกกำลัง กาย มาเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 39.19 เครื่องเล่น/พื้นที่ในการออกกำลังกาย มีไม่เพียงพอ เป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 26.74 และมีความรู้หรือข้อมูลที่ไม่เพียงพอในการใช่สถานที่/อุปกรณ์/เครื่องเล่น เป็นอันดับ3 คิดเป็นร้อยละ 23.44
ปัญหาด้านสุขภาพ 3ปัญหาแรกที่ได้แก่ อันดับ 1 คือร้อยละ 51.42 ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย อันดับ 2 คือ ร้อยละ 19.43 มีอาการหายใจไม่ทันหรือเหนื่อยผิดปกติ
สุดท้ายปัญหาด้านค่าใช้จ่าย 3 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 คือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง อันดับ 2 ค่อใช้จ่ายไม่เพียงพอต่อการออกกำลังกาย และอันดับ 3 คือ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปออกกำลังกาย
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 
ธนิตา ทองมี (2546: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมและความ สัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่    มีผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2546 ทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 1,200-คน ผลการวิจัยพบว่า
1. ปัจจัยนำด้านความรู้ในการออกกังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก
2. ปัจจัยนำด้านเจตคติต่อการออกกำลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่มีเจตคติต่อการออกกำลังกายอยู่ในระดับดีมาก
3. ปัจจัยนำด้านการปฏิบัติ (พฤติกรรมการออกกำลังกาย) ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนต้นส่วนใหญ่โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี
4. ปัจจัยเสริมด้านครอบครัวและเศรษฐกิจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก
5. ปัจจัยเอื้อด้านโรงเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก
6. ปัจจัยนำด้านจิตวิทยาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี
7. ปัจจัยเอื้อด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก
ศิวะ  พลนิล (2555 :บทคัดย่อ)ได้ศึกษาพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักศึกษาปริญญาตรีสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้    โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา และเปรียบเทียบพฤติกรรมการออกกําลังกาย และปัจจัยทีมีผลต่อพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จํานวน 400 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลีย ค่าเบียงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson product moment corr I elation coefficient)ผลการศึกษาพบว่า
1. นักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ มีพฤติกรรมการออกกําลังกายอยู่ในระดับดี
2. นักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ ที%ศึกษาในคณะต่างกัน มีพฤติกรรมการออกกําลังกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที%ระดับ .05
3. นักศึกษาทีมีเพศและสถานทีศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมการออกกําลังกายแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
4. ความรู้เกี่ยวกับการออกกําลังกาย  การรับรู้ประโยชน์ของการออกกําลังกาย  การรับรู้ภาวะสุขภาพ  การรับรู้ความสามารถแห่งตน  แรงสนับสนุนทางสังคม และการได้รับข้อมูลข่าวสาร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
5. การรับรู้อุปสรรคของการออกกําลังกาย มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที%ระดับ .052
วรัญณู(2552:บทคัดย่อ)ได้ ศึกษาเรื่องความต้องการจัดบริการด้านการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ของประชาชน ต.ร้องกวาง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจัดบริการด้านการออกกำลังกายเพื่อ สุขภาพของประชาชน ต.ร้องกวาง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ ประชาชน ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Random Sampling)และการสุ่มอย่างง่าย ( Simple Random Sampling ) เป็นเพศชายจำนวน 250 คน เพศหญิงจำนวน 250 คน รวมจำนวนเป็น 500 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ จำนวน 500 ชุด หาค่าความเชื่อมั่น(reliability)ของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา(Alpha-Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79 และได้รับแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์คืนมาจำนวน 500 ชุด คิดเป็นร้อยละร้อย ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีความต้องการจัดบริการด้านกิจกรรมออกกำลังกาย โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ วิ่ง-เดินภายในสนามกีฬาเทศบาล การเต้นแอโรบิก กีฬาฟุตบอล วิ่งภายนอกสนามกีฬาเทศบาล กีฬาแบดมินตัน กีฬาวอลเลย์บอล กายบริหารประกอบดนตรี กีฬาเปตอง กีฬาบาสเกตบอล กรีฑา กีฬาพื้นเมือง และกีฬาเซปักตะกร้อ
ความต้องการจัดบริการด้านสถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการออกกำลังกายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ให้มีสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเพียงพอ บริการให้ยืมอุปกรณ์กีฬาอย่างเพียงพอ ให้มีเครื่องทำน้ำเย็นสำหรับดื่มตามสถานที่ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ให้มีที่นั่งพักผ่อนในสถานที่ออกกำลังกายอย่างพอเพียงให้มีสถานที่ออกกำลัง กายในร่ม  ให้มีสนามกีฬากลางแจ้งที่มีไฟฟ้าสำหรับการออกกำลังกายเวลากลางคืน ให้มีสวนสุขภาพและเครื่องเล่นให้มีห้องปฐมพยาบาลเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บในการ ออกกำลังกายให้มีสถานที่จอดรถอย่างเพียงพอและปลอดภัย       บริการให้ยืมหนังสือและอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการกีฬเช่น วิดีทัศน์ สไลด์เกี่ยวกับการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา ให้มีบริการจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงร่างกายจำหน่ายในช่วงเวลาที่มีผู้มาออก กำลังกาย ให้มีบริการจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาและชุดกีฬาในราคาพิเศษถูกกว่าท้องตลาด ให้มีห้องบริหารร่างกายด้วยการเต้นแอโรบิก ให้มีห้องทดสอบสมรรถภาพทางกาย ให้มีตู้เก็บของสำหรับผู้ที่มาออกกำลังกาย ให้มีห้องฝึกสมาธิปรับสภาพจิตใจ ให้มีสระว่ายน้ำ ให้มีห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและทำความสะอาดร่างกาย ให้มีห้องอ่านหนังสือ ชมวิดีทัศน์เกี่ยวกับด้านกีฬา  ให้มีห้องนันทนาการ ให้มีห้องบริหารร่างกายด้วยการยกน้ำหนัก ให้มีห้องบริการอบไอน้ำ
ความต้องการจัดบริการด้านวัน ช่วงเวลา และระยะเวลาในการออกกำลังกาย โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายในช่วงเวลาเย็น ให้จัดบริการด้านกิจกรรมออกกำลังกายทุกวัน ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายในวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ระยะเวลาครั้งละประมาณ 1-2 ชั่วโมง ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ระยะเวลาครั้งละประมาณ 2-3 ชั่วโมง ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ให้จัดบริการด้านกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ระยะเวลาครั้งละมากกว่า 3 ชั่วโมง

ความต้องการจัดบริการด้านวิธีการจัด กิจกรรมการออกกำลังกาย โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ให้มีการฝึกการออกกำลังกายที่ประชาชนสนใจเป็นประจำทุกวันให้มีการจัดการแข่ง ขันกีฬาแต่ละชนิดที่ประชาชนสนใจระหว่างประชาชนภายใน อ.ร้องกวางให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองระหว่างประชาชนภายใน อ.ร้องกวาง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เช่น วันปีใหม่ เป็นต้น ให้มีการจัดงาน เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพภายใน อ.ร้องกวาง ให้มีการจัดการประกวดการเต้นรำพื้นเมืองและการเต้นแอโรบิก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ให้มีการจัดการแข่งขันวิ่งทางไกล

บทที่3

บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน

งานวิจัยศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม  มีขั้นตอนและวิธีการดำเนินงานดังนี้ 1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลและ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล  มีรายละเอียดดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง              

1. ประชากร          ประชากรในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีจำนวนทั้งหมด  608      คน
2. กลุ่มตัวอย่าง   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนพเยาพิทยาคม ชั้นม. 5 เป็นจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 20 คน จากประชากรที่อยู่จำนวน 608  คน โดยการสุ่มตัวอย่างจากกาใช้ตารางของเครรีและมอร์แกน
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน
ในการศึกษาครั้งนี้มุ่งที่จะเน้นการศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้นม.5 เครื่องมือที่ใช้

ตอนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย และจำนวนวันที่ออกกำลังกายต่อสัปดาห์ และ โรคประจำตัว

ตอนที่ 2  แบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย  การวัดระดับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียน คือ

3  หมายถึง ปฏิบัติเป็นประจำ
2 หมายถึง ปฏิบัติเป็นบางครั้ง
1 หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติ
ตอนที่ 3 ความคิดเห็น เป็นตอนที่ให้ผู้กรอกแบบสอบถามได้กรอกความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่ส่ง เสริมในการออกกำลังกายในชีวิตประจำ วัน

การสร้างเครื่องมือในการศึกษาครั้งนี้ ผู้จัดทำได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research ) และผู้จัดทำได้สร้างแบบสอบถามด้วยตนเอง โดยการสร้างเครื่องมือดังต่อไปนี้

1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฏี และผลการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยา พิทยาคม ชั้น ม.5

2. ผู้จัดทำได้ทำการสร้างแบบสอบถาม วิธีการศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ชั้น ม.5

3. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นให้กับครูที่ปรึกษาดู เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามเนื้อหาและนำมาปรับปรุงแก้ไข้แบบสอบ ถาม

4. นำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบจากครูที่ปรึกษามาปรับปรุงแก้ไขแล้วนำมาเสนอ ครูที่ปรึกษาให้พิจารณาความสมบูรณ์อีกครั้ง และทำการแจกแบบสอบถามยังกลุ่มตัวอย่าง

การเก็บรวบรวมข้อมูล
                ผู้จัดทำได้ดำเนินการเก็บข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้อย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

    • ผู้จัดทำทำการแจงแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง
    • การเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ผู้จัดทำได้เก็บรวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเอง จำนวน 20 คน